|
วิฌ่วลไลเซ่อร์ คืออะไร
คงไม่ว่ากันน๊ะครับ
ที่ถือวิสาสะเอา "ฌ" กะ-เฌอ" มาใช้งาน เพราะอยากใช้มานานแล้ว
จะว่าไปภาษาไทยเราเนี่ยน่ารักดีจัง มีตัวโน้นตัวนี้ให้ใช้มากมาย
เข้าเรื่องก่อน ว่าไปเดี๋ยวจะน้ำท่วมทุ่ง
พักหลังมีครูอาจารย์ที่นับถือ
หลายท่านมาอุดหนุน วิฌ่วลไลเช่อร์ ของเรา ก็ต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์ไว้ ณ
ที่นี้ด้วยครับ แต่ก็มีไม่น้อย ที่ไม่คุ้นเคยกับวิฌ่วลไลเซ่อร์
สอบถามเรื่อง วิฌ่วลไลเซ่อร์เข้ามามาก เพราะมีบางท่านคิดว่า
"วิฌ่วลไลเซ่อร์" คือเครื่องฉายภาพทึบแสง ไม่ใช่น๊ะครับ คนละตัวกัน
เครื่องฉายภาพทึบแสงเขาเรียกว่า
Opaque projector (โอ-เพค โปรเจคเตอร์)
ตัวนี้เขาเลิกใช้กันมานานแล้วครับ วิฌ่วลไลเซอ่ร์
ไม่ใช่โปรเจคเตอร์ ไม่สามารถฉายได้ด้วยตัวเองครับ เป็นเพียง in put
ตัวหนึ่งเท่านั้นครับ
ไม่ได้เชียร์สินค้าตัวเองนะครับ
(ขอออกตัวไว้ก่อน) คำว่า Visualizer บริษัท "wolfvision"
เป็นผู้ริเริ่มผลิต Visualizer
รายแรกของโลก โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี คศ.1974 (พศ.2517)
ไม่แน่ใจว่าเป็นคนคิดคำว่า Visualizer
คำนี้ด้วยหรือเปล่า แล้วบริษัทนี้ ก็ทำแต่
Visualizer อย่างเดียวมาตลอด
อันที่จริง Visualizer
ไม่ได้เป็นเครื่องมือพิศดารอะไรมากมายหร๊อกครับ
ถ้าเข้าใจจะร้องอ๋อ แล้วก็มีอาจารย์เทคนิคหลายท่าน
ทำใช้เองกันมาตั้งนานแล้ว พาลเอาคนขาย Visualizer
ตัวจริงแบบผมจะขายไม่ได้ไปด้วย

หลักการของ Visualizer
ก็คือ การนำเอากล้องวิดีโอ เราดีๆ มาติดบนที่ตั้ง
เพื่อให้เราจับภาพบนโต๊ะได้สะดวก เสร็จแล้วก็นำสัญญาณภาพไปต่อเข้ากับ
เครื่องฉายวิดีโอ หรือจะนำไปเข้าโทรทัศน์ ก็ได้
เพราะโทรทัศน์ก็รับสัญญาณวิดีโอได้อยู่แล้วเป็นอย่างดี เพียงแต่กล้องวิดีโอ
ของ Visualizer มีคุณภาพดีหน่อย
ให้รายละเอียดภาพสูงกว่ากล้องวิดีโอทั่วๆไป(เมื่อสมัย 20 ปีมาแล้ว)
แต่ปัจจุบันเทคโนโลยี ด้านอิเลคทรอนิคส์พัฒนารวดเร็ว
ทำให้การผลิตสินค้าดีๆในราคาที่แสนจะคุ้มค่า ออกมาให้เลือกจนเลือกไม่ถูก
จนทำให้กล้องวิดีโอ ในวิฌ่วลไลเซ่อร์ เป็นเรื่องธรรมดาๆ
กล้อง DV
ที่เป็นกล้องวิดีโอดิจิตอล รายละเอียดสูงๆ ราคาไม่เกิน 2
หมื่นบาทก็หาซื้อได้ ง่ายๆ หรือถ้าไม่เน้นยี่ห้อ ก็ถูกยิ่งกว่านั้นก็มี
กล้องถ่ายภาพนิ่ง รายละเอียดเป็น 10 ล้านจุดภาพ ราคาหมื่นบาทต้นๆ
ก็เลือกซื้อแทบไม่ถูก ล้วนแล้วแต่ให้รายละเอียดภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า
Visualizer ของเรา
มีอาจารย์บางท่านมาถามเราว่าซื้อกล้อง DV แทนได้ไหม
เพราะเลิกใช้ก็เอาไปใช้งานอื่นได้ด้วย ทำไมจะไม่ได้ละครับอาจารย์
แถมยังทำอะไรได้อีกสารพัด เพียงแต่เราหาที่ตั้งหน้าตาแบบ Copy stand
น่ะหายากเท่านั้นเอง แล้วก็มีข้อจำกัด เรื่องเลนส์อยู่บ้าง
แต่จากการทดสอบแล้ว กล้อง DV ในตลาด
เลนส์ก็อยู่ในย่านที่สามารถมาจับภาพ กว้างขนาด A4
ได้ ในระยะแถวๆ 1 ฟุต ได้เกือบทุกยี่ห้อ ผมยังไม่มีโอกาสไปหาเลนส์
Close up มาเสริม ซึ่งในความคิด
ผมว่าน่าจะสามารถทำได้ดีกว่านี้
เพราะจะว่ากันไปแล้ว วิฌ่วลไลเซ่อร์
ส่วนใหญ่ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวัน
ใช้เพียงจับภาพเพื่อเอาสัญญาณวิดีโอ ไปเข้าโปรเจคเตอร์ หรือเข้าโทรทัศน์
เพื่อแสดงออกมาเป็นภาพ ให้คนกลุ่มใหญ่ได้ชม ทั่วๆกันเท่านั้น
การพิจารณาเลือกซื้อ
Visualizer
1.
อันดับแรกควรพิจารณา รายละเอียดของสัญญาณภาพออก
(Out put Signal)
วิฌ่วลไลเซ่อร์ที่ดี ถึงแม้ว่ามี CCD
รับรายละเอียดภาพสูง เป็นล้านจุดภาพก็ตาม
แต่ถ้าสัญญาณที่ออกเป็นเพียงสัญญาณวิดีโอ ธรรมดา ก็จะไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน
ถ้าเป็นสัญญาณวิดีโอ ก็สามารถดูได้จากลายเส้นวิดีโอ
หรือในแคตตาล๊อกจะเรียกเป็น Video line หรือ
horizontal resolution (เส้นสแกน
ของรายละเอียดภาพแนวนอน)
โดยปรกติระดับสัญญาณที่ชัดๆระดับ DVD
จะมีรายละเอียดภาพแนวนอนโดยประมาณ 480 เส้น ถ้าเป็น VCD
ก็เพียง 250 เส้น
ส่วน
วิฌ่วลไลเซ่อร์ ที่มี out put หรือสัญญาณ
ขาออกเป็นแบบ RGB (VGA)
ซึ่งสัญญาณภาพจะดีกว่า สัญญาณวิดีโอธรรมดา และบางยี่ห้อ อาจมี out
put แบบดิจิตอล ที่เป็น DVI มาด้วย
ซึ่งปรกติจะให้สัญญาณภาพดีกว่า แบบ RGB
แต่พึงพิจารณา ความเร็วในการแสดงภาพในข้อต่อไปที่จะกล่าวถึง
ซึ่งหากเราไม่มีความจำเป็นต้องใช้สัญญาณระดับนั้น
ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องลงทุนเพิ่ม
เพราะบางทีสิ่งที่ได้มาไม่คุ้มกันอีกต่างหาก
2.
ความเร็วในการแสดงสัญญาณภาพ
หรือในแคตตาล๊อกมักจะใช้คำว่า Frame
rate หรือ Frames per second
ซึ่งก็หมายถึงการแสดงภาพวิดีโอกี่ภาพต่อวินาที ในวิชาโทรทัศน์ (เขียนแล้วคิดถึงอาจารย์
กุศล ปิ่นเงิน ที่ปิดประตูสอน บังคับให้พวกเราเรียนโทรทัศน์
สมัยเรียนช่างกลฯ ขอระลึกถึงคุณครูมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ )
เพื่อทำความเข้าใจให้ง่ายขึ้น ภาพโทรทัศน์ที่เราชมทางโทรทัศน์ คือ ภาพนิ่งที่เอามาแสดงต่อๆกันในระบบ
PAL ที่ใช้ในบ้านเราคือ 25 ภาพต่อวินาที ส่วน
NTSC ก็ 30 ภาพต่อวินาที
ดังนั้นถ้าวิฌ่วลไลเซ่อร์ที่ให้ out put
ต่ำกว่ามาตรฐานนี้ จะเห็นได้ว่าภาพจะกระตุก เนื่องมาจาก ความเร็วการแสดงภาพ
หรือ Frame rate
นั่นเอง
โดยเฉพาะวิฌ่วลไลเซ่อร์ ที่มี
out put แบบ
RGB (VGA)
เพราะเท่าที่เคยเห็นบางยี่ห้อ มี out put เป็น
VGA ก็จริง แต่ Frame rate
อยู่ที่ 15 ภาพ/วินาที แบบนี้ รับรองภาพออกมากระตุกแน่นอนครับ
3.
เลนส์ที่ปรับทางยาวโฟกัสได้สูง
หรือตามภาษาตลาด มักจะใช้คำว่า
Optical Zoom
ซึ่งหมายถึงการปรับระยะโฟกัสด้วยเลนส์ ว่าจะปรับได้กี่เท่า ซึ่งให้ดูจาก
Optical Zoom หรือซูมภาพด้วยเลนส์เป็นหลัก
ส่วนดิจิตอลซูมไม่ควรคำนึงถึง เพราะไม่ได้เป็นการขยายภาพที่แท้จริง
เอามาเป็นจุดขายกันมากกว่า เช่นซูมได้ 128 เท่า อะไรประมาณนั้น
เพราะยิ่งถ้าเป็นดิจิตอลซูมด้วยแล้ว ก็ไม่รู้จะซูมไปทำไม เพราะยิ่งซูม
ภาพก็ยิ่งแตก
อาจจะมีคำถามว่า
ทำไมไม่เลือกรายละเอียดตัวรับภาพ หรือ
CCD
เป็นข้อควรพิจารณาเลือกด้วย เมื่อ 4-5 ปีก่อน
เราสามารถเลือกวิฌ่วลไลเซ่อร์ โดยดูจาก รายละเอียดของกล้องวิดีโอ หรือ
CCD ของกล้องวิดีโอเป็นหลักได้ แต่ในปัจจุบัน
เนื่องจากการแข่งขันในตลาด มากขึ้น เราจึงไม่สามารถสรุปได้จากรายละเอียดของ CCD เพียงอย่างเดียวได้
เพราะรายละเอียด CCD สูงอย่างเดียว
ยังสรุปไม่ได้ว่า วิฌ่วลไลเซ่อร์ ตัวนั้นจะให้ภาพดีเสมอไป เพราะบางครั้ง
ขาเข้าสูง หมายถึงที่ตัว CCD รับสูงจริง แต่
Out put หรือขาออก ต่ำกว่าภาพวิดีโอปรกติ ด้วยซ้ำไปก็มี
ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับท่านซื้อกล้องถ่ายภาพดิจิตอล 10 ล้านจุดภาพ(Pixel)
แล้วเอา Out put
ไปออกที่จอโทรทัศน์ บางที Frame rate
ยังน้อยกว่าสัญญาณวิดีโอทั่วไปซะอีก แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้ ไม่ให้ความสำคัญเสียเลย
เพียงแต่ไม่ควร เริ่มต้นที่ รายละเอียดของ CCD
เท่านั้น
ส่วนการใช้งานอื่นๆ
ก็เป็นเพียงส่วนประกอบย่อยที่ทำให้ เครื่องใช้งานได้สะดวกขึ้น เท่านั้นเองครับ
ถึงตรงนี้ก็คงก็พอได้ไอเดียน๊ะครับ สำหรับคนที่ไม่คุ้นเคย
หากมีคำถามเพิ่มเติม ทาง AV master
ก็ยินดีให้ความกระจ่างครับ
พนม พันธุรัตน์
9 กรกฎาคม 2550
copyright by AVmaster.com |