Application
 < Projectors

 

เลือก LCD Projector อย่างไร ให้คุ้มค่า 
LCD Projector
เนื่องจากการแข่งขันในตลาดสูงมาก ทั้งในตลาดโลกและตลาดในประเทศ จึงทำให้ให้มีการสนับสนุนการขาย ลด แลก แจก แถม และโฆษณา มากมาย ทำให้การตัดสินใจในการเลือกซื้อหลากหลายขึ้น ข้อมูลบางอย่างถูกบิดเบือน หรือปกปิด เพื่อที่จะต้องการขายสินค้า ภายใต้การจัดจำหน่ายของตัวเอง 
เพื่อป้องกันการผิดพลาด หรือรู้เท่าไม่ถึงการ(พ่อค้าบางคน) เพราะนอกจะเสียประโยชน์โดยตรงแล้ว ยังใช้งานได้ไม่ตรงกับความต้องการอีกด้วย
หลักในการพิจารณาเลือกซื้อ
               1. กำลังส่องสว่างของเครื่องฉาย ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้กันเป็นมาตรฐานสากล คือ ANSI Lumens ความสว่างเท่าใด จึงจะเหมาะสมกับห้องของเรา 

ลักษณะห้อง

ห้องมืด

ปรับหรี่แสงได้ ไม่มีแสงกลางวัน(Day light) รบกวน

ห้องที่มีแสงกลางวันรบกวนได้บ้าง

ขนาดภาพ/ความสว่าง

 ANSI Lumens

 ANSI Lumens

 ANSI Lumens

87.5 " ( 70 x 52.5 นิ้ว)*

2000 

2000

2000-2500

100" (80 x 60 นิ้ว)

2000

2000-2500

2500-3000

120" (96 x 72 นิ้ว)

2000

2000-2500

3000-4000

150" ( 120 x 90 นิ้ว)

2500

2500-3500

3500-5000

180" - 200" 

3000

4000-5000

5000-7000

(ตัวเลขทั้งหมด ประมาณการจาก LCD และ DLP Projector ที่มีจำหน่ายตามท้องตลาด ในปี 2009)

เนื่องจากปัจจุบัน (2009) เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ANSI Lumens เป็นมาตรฐานการวัดกำลังส่องสว่างของโปรเจคเตอร์ แต่เนื่องจากปัจจุบัน มีโปรเจคเตอร์ในท้องตลาด ไม่เฉพาะแต่ใช้ระบบ LCD เท่านั้น ยังมีระบบ DLP และ LCoS อีกด้วย

ดังนั้นเมื่อเทียบกำลังส่องสว่างจาก LCD ควรเทียบกับ LCD ด้วยกัน ไม่ควรเอากำลังส่องสว่างจาก Specification ของ LCD เทียบกับ DLP  เพราะระบบ DLP มีค่า Contrast สูงกว่า LCD มาก ดังนั้นการวัดแสงด้วยเครื่องวัดแสงจาก LCD และ DLP เมื่อเทียบจากการมองเห็นจริง จะต่างกัน

ยกตัวอย่าง Spec ของ LCD ความสว่างประมาณ 2000 ลูเมนส์ จะเทียบเท่าโดยประมาณ 2500-2600 ลูเมนส์ ของความสว่างของ DLP เมื่อเทียบจากการมองเห็น หรือฉายเปรียบเทียบ ในขณะที่เครื่องวัดแสงอ่านเท่ากัน

 

ข้อมูลทั้งหมดนี้ ได้จากการทดสอบจริง โดยเฉลี่ยจากห้องโดยทั่วๆไป เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกใช้ให้เหมาะกับ  
* ขนาดจอ 70 x 70นิ้ว ที่นิยมใช้กับห้องเรียนทั่วๆไป มีขนาดภาพที่ได้ 70 x 52.5 นิ้ว โดยประมาณ
           2. ขนาดของแผ่น LCD ที่กำเนิดภาพ  ปัจจุบัน มีตั้งแต่ 0.55, 0.6 , 0.7 , 0.9 , 1.0 นิ้ว 1.3 นิ้ว ถึง 1.8 นิ้ว (วัดตามเส้นทแยงมุม) เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ขอให้คิดถึงขนาดฟิล์ม  เครื่องฉายที่มีนาดเล็กโดยมีน้ำหนักเครื่องประมาณ 2.5 กิโลกรัม มักจะใช้ LCD แผ่นเล็ก (0.7 นิ้ว)  เพื่อต้องการให้มีน้ำหนักตัวเครื่องโดยรวมเบา และมีขนาดเล็ก แน่นอนยิ่ง LCD ยิ่งเล็กรายละเอียดและความคมชัดย่อมลงน้อยไปด้วย เพราะอัตราการขยายของเลนส์ ต้องขยายมากขึ้น ฟิล์มขนาด 8 มม. ย่อมคมชัดสู้ฟิล์มขนาด 16 มม.ไม่ได้ ฟิล์มขนาด 16 มม. ก็ย่อมคมชัดน้อยกว่าฟิล์ม 35 มม. และก็เช่นเดียวกัน ฟิล์ม 70 มม. ก็ย่อมคมชัดกว่าฟิล์ม 35 มม. เป็นต้น 

                     ดังนั้นเมื่อเราต้องการเครื่องฉายขนาดเล็ก ความคมชัดก็จะน้อยลงไปด้วย และราคาก็จะถูกกว่า เครื่องที่ใช้ LCD ขนาดใหญ่ และในทำนองเดียวกัน เครื่องฉาย LCD ขนาดใหญ่ ก็เหมาะสมกับห้องที่ต้องการภาพขนาดใหญ่ เช่น 200 - 300 นิ้วขึ้นไป 

ตารางเปรียบเทียบ สัดส่วนขนาด LCD กับ น้ำหนักตัวเครื่องฉาย 

0.55- 0.7 นิ้ว

0.6-1.0 นิ้ว

>1.0-1.3 นิ้ว

>1.3-1.8 นิ้ว

1 - 3  กิโลกรัม 3 - 4  กิโลกรัม 6  กิโลกรัม 10  กิโลกรัม

               3. รายละเอียดของแผ่น LCD ที่กำเนิดภาพ LCD กำเนิดภาพ ปัจจุบันมีตั้งแต่ 800 x 600 จุดภาพ (SVGA) ซึ่งโดยทั่วไป ขนาดของ LCD จะเป็นอัตราส่วน 4 : 3 ซึ่งมีค่าเท่ากับขนาดของจอทีวี หรือมอนิเตอร์ทั่วไป ยกเว้นบางรุ่นที่ทำขึ้นเป็นพิเศษที่เป็นแบบ 16 : 9 หรือ 16 :10 เพื่อรองรับจอภาพแบบ Wide screen     

               โดยทั่วไป เครื่องฉายระดับ 800 x 600 จุดภาพ ( SVGA ) ก็สามารถให้รายละเอียดภาพได้ดี หรือเท่ากับจอมอนิเตอร์ ของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วๆไป ยกเว้นสำหรับผู้ที่ต้องการรายละเอียดสูง ในลักษณะของกราฟฟิค และรายละเอียดภาพที่สูงขึ้น หรือการนำเสนอโดยตรงจาก ข้อมูลดิบในคอมพิวเตอร์ จาก word หรือ Excel ที่ต้องการเน้นตัวหนังสือเป็นหลัก  ก็สามารถเลือกใช้ในระดับ 1024 x 768 ได้ ( XGA )  หรือ WXGA 1280 x 800
VGA Video Graphics Array

480 x 640  จุดภาพ

SVGA 

Super Video Graphics Array

800 x 600  จุดภาพ
XGA

Extended Graphics Adapter

1024 x 768  จุดภาพ
WXGA

Wide Extended Graphics Adapter

1280 x 800  จุดภาพ
SXGA 

Super Extended Graphics Array

1280 x 1024  จุดภาพ
UXGA 

Ultra Extended Graphics Array

1600 x 1200 จุดภาพ
QXGA 

Quad Extended Graphics Array

2048 x 1536 จุดภาพ
HD TV

High-Definition television

1920 x 1080 จุดภาพ

              4. อัตราส่วนความเปรียบต่าง (Contrast Ratio) อัตราส่วนความเปรียบต่าง ไม่ใช่ อัตราส่วนความคมชัด หมายถึง ซึ่งหมายถึงความเปรียบเทียบระหว่างสีขาวจัด กับดำจัด เช่นเมื่อเราเอาสีขาวมาวางเทียบกับสีดำ

 ซึ่งเราเรียกสองสีนี้ว่ามันคอนทราซท์กัน  ดังนั้นเพื่อให้ภาพเข้มขึ้น หรือจางลง ซึ่งยิ่งช่วงของความห่างของสีขาว และดำ ห่างกันมากเท่าไหร ่ก็ยิ่งมี ซึ่งปัจจุบันดูจาก แคตตาล๊อก อย่างเดียวอาจจะไม่พอ

               5. เทคนิคพิเศษที่เป็นประโยชน์ ต่อการใช้งานจริงๆ อย่างเช่น 
  • การปรับความเพี้ยนของภาพ ที่เป็นสี่เหลี่ยมคางหมู ( Key stone correction) ในกรณีที่เครื่องฉายอยู่สูง หรือต่ำกว่าขอบจอมากๆ ปัจจุบัน(2009) บางยี่ห้อสามารถปรับ Key stone โดยอัตโนมัติ               

  • สามารถกลับภาพได้ ในติดตั้งบนเพดาน หรือ ด้านหลังจอ การกลับภาพทางอิเล็คทรอนิคส์ ช่วยให้สะดวกในการติดตั้งเครื่อง
  • รีโมทไร้สาย , ช่อง USB สำหรับ เสียบต่อพ่วงอุปกรณ์แสดงภาพโดยไม่ต้องพึ่งคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่ wireless lan
  • การซ้อนภาพลงในภาพ (Picture in Picture) เหมาะสำหรับการนำเสนอ เชิงเปรียบเทียบ เมื่อต้องการนำเสนอข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ และแสดงภาพจาก วิช่วลไลเซอร์ ในเวลาเดียวกัน

และเทคนิคต่างๆ อีกมากมาย เพื่อประโยชน์ของการนำเสนอ 

                   6. บริษัทผู้ผลิต และการรับประกัน  นอกจากเราจะพิจารณาตัวเครื่องและคุณสมบัติของเครื่องแล้ว บริษัทผู้ผลิตนับ เป็นส่วนสำคัญไปน้อย เพราะจากประสพการณ์ผู้ขาย มักจะพบว่า ผู้ซื้อเครื่องที่ไม่มีผู้แทนที่แน่นอน ไม่สามารถหาบริษัท ที่ซ่อมเครื่องได้ในระยะยาว ไม่สามารถหาหลอดอะไหล่ได้ หรือหาได้แต่ต้องสั่งพิเศษซึ่งมีราคาสูง 

                โปรเจคเตอร์ บางยี่ห้อ ผู้จำหน่ายบางราย สั่งเข้ามาจำหน่ายเป็น เป็นครั้งคราว เพื่อเอาราคามาเป็นตัวสร้างกลไกตลาด และหลังจากนั้น ตัวแทนจำหน่ายก็เลิกไป

                 ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาเหล่านี้ ควรเลือกซื้อสินค้าที่มีบริษัทผู้ผลิต มีบริษัทอยู่ในประเทศ 

 การรับประกันถือเป็นผลต่อเนื่องจากบริษัทผู้ผลิต ซึ่งโดยทั่วไป หากบริษัทผู้ผลิตมีบริษัทอยู่ในประเทศ มักจะมีการรับประกันที่ยาว และสะดวกในการให้การบริการ
                 เนื่องจากการแข่งขันทางการตลาดสูง ทำให้หลายบริษัทมีการรับประกันที่ยาวขึ้น ซึ่งรวมไปถึงการรับประกันหลอดฉายด้วย ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับผู้บริโภคอย่างยิ่ง เพราะหลอดฉายแม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างอเมริกา ยังรับประกันโดยเฉลี่ย 90 วัน แต่ในประเทศไทย สามารถรับประกันกันถึง 1 ปี หรือ 1000 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่ง
                 ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการเลือกใช้เบื้องต้นเท่านั้น หรือ การเลือกจากแคตตาล๊อก แผ่นพับ ใบโฆษณาที่ผู้ผลิตพิมพ์ขึ้น  มีบ่อยครั้งที่ผู้แทนจำหน่ายในประเทศบางบริษัท พิมพ์ขึ้นเอง เพื่อแก้ไขหรือเพิ่มเติม ข้อมูล เพื่อให้เกิดความแตกต่าง หรือเป็นเป็นข้อได้เปรียบคู่แข่ง เพราะข้อมูลทางเทคนิคบางประเภท ในบ้านเรายังไม่มีเครื่องมือตรวจสอบ  โดยเฉพาะการจัดซื้อของส่วนราชการที่ มีความจำเป็นที่ต้องดูจาก แคตตาล๊อก เท่านั้น
                 ดังนั้น เมื่อเลือกคุณสมบัติ เบื้อต้นแล้ว เพื่อป้องกันความผิดพลาด ควรให้บริษัท นั้นๆ นำเครื่องมาทดสอบและสาธิต ถึงคุณสมบัติ ให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น
             และข้อสำคัญที่สุดที่เรามักเจอในตลาดก็คือ เครื่องสาธิต ซึ่งมีไม่น้อย ที่ผู้จำหน่ายหมุนเวียนเครื่อง โดยเอาเครื่องสาธิต จำหน่ายด้วย เพื่อลดค่าใช้จ่าย และตัดราคาคู่แข่ง และที่ร้ายไปกว่านั้น ก็คือ การเอาเครื่องเช่า หรือใช้แล้วมาขาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ซื้อ ไม่สามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ เลย  ขึ้นอยู่กับจรรยาบรรณ ของผู้จำหน่ายเอง 
             ถึงตรงนี้ ผู้อ่านอาจจะมีคำถามในใจว่า อ้าว..แล้วจะเลือกซื้ออย่างไรดี ครับคงไม่มีอะไรเป็นสูตร ตายตัว ลองพิจารณาจาก การพิจารณาเบื้องต้น แล้วดูว่าเงินที่จ่ายไป เราได้เครื่องที่ตรงกับความต้องการ ของเราไหม ทำประโยชน์ให้เราคุ้มไหมน่ะครับ 
หากยังมีคำถามเพิ่มเติม ยินดีให้คำปรึกษา ก่อนตัดสินใจครับ  panom1@gmail.com
( ข้อมูลทั้งหมด ประมวลขึ้น ใน เดือนธันวาคม 2001)

ปรับปรุงบางตอน ให้ทันกับเหตุการณ์ (2009)

 

 

 

 

 Last up to date 04/09/2009                                                                                        © copyright by AVmaster.com