|
จะเป็นโรงภาพยนตร์
หรือโรงหนังในบ้าน หรือที่ได้ยินกันหนาหูว่า โฮมเธียเตอร์
ส่วนมากก็หนีไม่พ้น
เอาจอทีวีขนาด ใหญ่ๆ ตั้งแต่ 29-34 นิ้ว เป็นส่วนมาก ประกบด้วยเครื่องเสียง
ที่มีให้เลือกสารพัด จนแยกไม่ถูกว่าอันไหนจะเหมาะกับบ้านเรา
กระเถิบขึ้นมาอีกหน่อย ก็คือ โปรเจคชั่นทีวี
(ที่เรียก Projection TV เพราะข้างในคือโปรเจคเตอร์) หรือจอ พลาสม่า ที่ดูแล้วหรูหรา
น่ามาวางไว้ที่ห้องรับแขก
ในทัศนะคนดูหนังแบบเรา (เอาว่าแบบเราน๊ะ
แบบคนอื่นก็อีกเรื่องนึง) บรรยากาศต้องมืด ถึงไม่สนิท ก็ต้องดูกลางคืนแบบแสง
ในครัว หรือแสงในห้องน้ำ ว๊อบๆแวมๆ ออกมาบ้าง ก็ไม่ว่ากัน บรรยากาศคล้ายหนังกลางแปลง
ก็เก๋ไปอีกแบบนึง
ในส่วนตัวเรา เองก็ชอบชมภาพยนตร์มาก เพราะว่ากันไปแล้วเป็นความบันเทิง
ราคาประหยัดมาก ภาพยนตร์บางเรื่องลงทุน เป็น ร้อยๆล้านเหรียญ เราเสียตังค์ไปดู
ไม่กี่ตังค์ นับว่าคุ้ม แต่สำหรับคอคอนเสิร์ท ก็อาจจะเถียงว่า แหมไปดู มาลัย
แครี่ คุ้มกว่า (ฮ่าๆ)
ปัจจุบัน เมื่อดิจิตอล เข้ามามีบทบาทมากขึ้น Digital Projector ราคาถูกลงไปเยอะ ไม่เหมือน CRT projector ตอนเราเป็นเด็กๆ
ถ้าไม่มีเงินล้าน คงทำโรงหนังในบ้านไม่ได้แน่ๆ ยิ่งถ้ารวมค่าเครื่องเสียง
ค่าแต่งห้องเข้าไปอีก ก็ไปกันใหญ่
ปัจจุบัน โปรเจคเตอร์สำหรับโรงภาพยนตร์ในบ้าน
คุณภาพกลางๆถึงค่อนข้างดี ราคาไม่ถึงแสนบาท โดยเฉพาะระดับต้นๆ 6-7 หมืนบาท
ก็ซื้อได้แล้ว (ข้อมูลปี 2004) มีคำถามเข้ามามากว่า ดูทีวีดีกว่าไหม เพราะจอทีวีจะดูข่าว
ดูกีฬา สารพันปัญหาบ้านเมือง ก็ดูได้ เปิดปุ๊บติดปั๊บ ดูหนังจากเคเบิ้ลทีวี
ก็ได้ ครับถ้าเราไม่ต้องการอรรถรส อะไรมากมาย ทีวี จอแก้วเราเนี่ย ทั้งคุ้มทั้งถูก
ใช้มาตั้งแต่ เริ่มหลวมตัวมีคนมาแชร์ภาษีเงินได้ จนลูกโตเป็นสาวแล้ว มันยังไม่เสียซะที
ไม่คุ้มได้ไง
ครับถ้าชอบแบบวาไรตี้ (เดาะภาษาอังกฤษหน่อยนิจะได้เข้าใจง่ายหน่อย)
หลากหลายไม่เจาะจง ดูเอาเรื่องราว ดูทีวีน่ะเหมาะที่สุดครับ ถ้าชอบแบบครึ่งๆ
หมายถึงอยากดูจอใหญ่ด้วย แล้วก็แบบทีวีด้วย โปรเจคชั่น ทีวี ก็จะตอบโจทย์
เราได้ เพียงแต่ข้อเสีย ของโปรเจคชั่นทีวี ที่ไม่ค่อยมีใครบอกก็คือ อายุหลอดมันสั้นกว่า
ทีวี จอ CRT (จำง่ายๆก็จอแก้วๆที่เราเห็น กันอยู่เนี่ยแหละ เขาเรียกว่าจอแบบ CRT) มาก แถมจะเป็นทีวีจอแบนดีๆก็ไม่เหมือน จะเป็นโปรเจคเตอร์ดีๆก็ไม่ได้
เพราะมันติดขัดด้วย ต้นทุนกับทางเทคนิค เมื่อวันก่อนเพื่อนผมอยู่สุพรรณ เครื่องเสีย
โทรไปหาช่างที่บริษัทนึง เขาบอกว่า ช่วยยกมาที่บริษัทได้ไหม เราไม่มีบริการต่างจังหวัด โห เกือบ 50 กิโลเนี่ยน๊ะ พูดแบบนี้ คนขายโปรเจคชั่นทีวี อาจจะนึกด่าผมในใจ
ครับนี่เป็นเพียง ตัวอย่างเล็กๆน่ะครับ ยี่ห้อดีๆก็มีเยอะครับ ศึกษาดีๆหน่อยละกัน
อย่าไปเชื่อโฆษณามาก ก็เป็นเรื่องธรรมดา ดีอย่างเสียอย่าง มันไม่มีอะไรดีไปหมด
หากแต่อย่างไหนเหมาะสม หรือถูกใจเรามากที่สุด
ที่พูดมาซะยืดยาวก็จะบอกว่า หากชอบดูภาพยนตร์
แล้วคิดจะทำโรงหนังในบ้าน( ที่ไม่อยากเรียก โฮมเธียร์เตอร์ เพราะภาพของโฮมเธียร์เตอร์บ้านเรา
คือจอทีวีมาวาง เอามินิคอมโปมาประกบ ก็ไม่เถียงหร๊อกครับว่าไม่ใช่) หรือ Home Cinema หรือ Digital Home Cinema ละก็ เลือก โปรเจคเตอร์เป็นตัวฉายภาพรับรองไม่ผิดหวัง
ปัจจุบันแผ่น DVD ที่มีคุณภาพ(ย้ำว่ามีคุณภาพ)
ราคาถูกลงมาก ร้านเช่าก็เยอะ วันละ 30 - 40 ก็สามารถดูได้เป็นอย่างดี DVD
ที่ดีๆ เมื่อเล่นผ่าน เครื่องเล่น DVD (ซึ่งปัจจุบันก็แข่งกันลดราคา) แล้วเอาสัญญาณภาพออก
โปรเจคเตอร์ โดยเฉพาะโปรเจคเตอร์ แบบ 16:9 หรือ wide screen ให้คุณภาพของภาพ
ใกล้เคียงโรงภาพยนตร์มาก ยิ่งถ้าได้เสียงแบบเซอร์ราว ก็จะเหมือนจริงยิ่งขึ้น
อุปกรณ์หลักของโรงหนังในบ้านก็คือ โปรเจคเตอร์
แบบ wide screen แท้ๆ เครื่องเล่น DVD ถ้าได้แบบ Progressive scan จะยิ่งละเอียด
เข้าไปอีก ระบบเสียงเดี๋ยวนี้มีให้เลือกตั้งแต่ ไม่ถึงหมื่น ไปจนถึงหลายแสนบาท
 |
|
 |
|
ขอขอบคุณคุณ ทัชชัย
จงวิศาล ที่เอื้อเฟื้อภาพถ่าย โดยเอาห้องครอบครัว ที่เดิมใช้ดูทีวี
ฟังเพลง นั่งเล่น มาติดโปรเจคเตอร์ |
|
ใช้จอแบบมือดึง ธรรมด๊า ธรรมดา ติดเพดาน เมื่อต้องการชมภาพยนตร์
ก็ดึงมาปิดทีวี |
 |
|
 |
|
สังเกตดีๆ จะเห็นโปรเจคเตอร์
ติดหงายท้องอยู่บนเพดาน เจ้าตัวไม่ยอมให้ย้ายโคมไฟ ของรักของหวง โชคดี
ที่โปรเจคเตอร์ตัวนี้ เลนส์มุมกว้าง แถมมีเลนส์ชิพท์ เลยรอดตัวไป |
|
เจ้าตัวบอกว่า ตอนนี้รีบกลับบ้านเร็วขึ้น เพราะลูกๆรีเควสท์
จะดูหนังรอบค่ำ |
การติดตั้ง จริงๆแล้วไม่จำเ็ป็นต้องมีห้องเฉพาะเสมอไป
เพราะปรกติเราก็สะดวกช่วงเย็นๆค่ำๆอยู่แล้ว มีลูกค้าผมหลายคน เลือกเอาห้องนั่งเล่น
ที่ดูทีวี กันเป็นประจำ มาติดจอ เลิกดูก็ดึงเก็บ ตัวโปรเจคเตอร์ ก็ติดไว้บนเพดาน
เพราะกลางวันเราก็ปฏิบัติภารกิจเราไป เย็นๆค่ำๆอาบน้ำเสร็จแล้วก็ เปิดโรง
ที่บ้านผม ทำกันแบบนี้ สัปดาห์ละครั้งสองครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าวันไหนสะดวก
หรือตอนไหนหนังใหม่มา บางเรื่องไม่มีฉายในโรงด้วยซ้ำ แผ่น DVD คุณภาพดีๆ
มีให้เลือกหลายค่ายขึ้น แน่นอนเรื่องดีๆ ก็ซื้อเก็บไวู้ดูได้หลายครั้ง
ครับถ้าไม่เน้นว่าจะต้องแต่งห้องให้เหมือนโรงหนังละก็
ลงทุนแค่โปรเจคเตอร์ กับจอธรรมดาๆ เท่านั้น ก็เหลือเฟือแล้วครับ
ส่วนเครื่องเสียง ก็เอาที่เรามีอยู่แล้วมาต่อพ่วง แค่นี้ก็แฮปปี้แล้วครับ
 |
นี่ก็บ้าน
คุณวิษณุ เดิมใช้จอโปรเจคชั่นทีวี 50 นิ้ว เปลี่ยนมาใช้จอ 120 นิ้ว
แบบมอเตอร์ เวลาฉายก็กดรีโมทลงมา ปิดม่านหน้าต่างพอดี แขวนโปรเจคเตอร์
ไว้บนเพดานเช่นกัน บ้านนี้ เครื่องเสียงไม่ต้องพูดถึง เห็นเงาๆ ตะคุ่มๆ
อยู่ข้างหน้า
พอดี ภาพนี้
ได้ตอนติดเครื่องเสร็จหมาดๆ เลยยังรกตาอยู่ เข้าใจว่าตอนนี้
น่าจะย้ายเครื่องเสียง เครื่องเล่น DVD
ไว้ด้านหลังห้องแล้ว คงเหลือไว้แต่ลำโพง จะได้ไม่กวนสายตา |
นี่ได้ข่าวว่า เจ-บิ๊คส์ ค่ายของคุณคิ้ม(มยุรี)
ก็กำลังจะเปิดตัว แว่วว่า ได้ลิขสิทธิ์ The Lord of the Ring ภาคสุดท้าย
มาด้วย ดีครับเราจะได้ดูหนังคุณภาพดีๆราคาประหยัด ไม่ผูกขาดอยู่แค่ไม่กี่เจ้า
ทำไม Digital Projector โปรเจคเตอร์ถึงเหมาะกับโรงหนังในบ้าน
สำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวงการ Home Cinema อาจจะมีคำถามในใจ
- เพราะโปรเจคเตอร์ ให้ภาพใหญ่เต็มตา ในขณะที่ยังคงความคมชัด
- ถูกออกแบบมาสำหรับชมภาพยนตร์โดยตรง สีสรรจึงใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด
โดยเฉพาะในระบบ wide screen ภาพไม่ถูกตัดส่วน หรือขาดหายไป
- เพราะต้องดูในที่มืด แบบโรงหนัง จึงมีสมาธิสำหรับการชมได้เต็มที่
ไม่มี ของแต่งบ้านส่วนอื่น มารบกวนสายตา
- ใช้ระบบการฉายเลียนแบบโรงหนัง ผู้ชมนั่งชมสบายตา
เพระชมตามแสงฉาย ไม่มีแสงสะท้อนเข้าตา
- ติดตั้งง่าย หรือถอดเคลื่อนย้ายก็ง่าย
เพราะขนาดเล็กน้ำหนักเบา วันดีคืนดีเอาไปฉายกลางแปลงที่สนามหญ้า ก็เพียงแต่หาปลั๊กเสียบก็ดูได้แล้ว
|

|
|
ภาพนี้บ้านผมเอง
เอาโปรเจคเตอร์วางข้างๆตัว เพราะว่ามันมีชิพท์เลนส์ เลยไม่ต้องห่วงเรื่องคีย์สโตน
หรือภาพเป็นคางหมู ห้องกว้าง 3 x 3 เมตร
เองครับ ระยะดูก็อย่างที่เห็น ผมใช้จอ 16:9
กว้าง 160 ซม.กำลังสบายๆตา ไม่ใหญ่เกินไป โดยเฉพาะ
ถ้ามีสมาชิกเพิ่มอีกแถว นั่งกับพื้น หรือนอนดู ก็ยังใช้ได้ดี
จอก็ใช้เนื้อจอของ Stumflp
แล้วเอามาขึงบนกรอบอลูมิเนียม (กำลังจะทำขาย) เอามาพิงไว้ที่ผนัง
ซึ่งจริงๆควรวางให้ขอบจอล่าง อยู่ประมาณ 40-45 ซม.
จะพอดีกับสายตาเวลานั่งเก้าอี้แบบโซฟา เครื่องเสียงก็ใช้ของเก่า
ตั้งแต่เริ่มมีระบบ 5.1 เพราะเสียงจากภาพยนตร์
เน้นมิติมากกว่า(จริงๆไม่มีตังค์ซื้อใหม่ ฮ่าๆ) ไม่ได้ลงทุนอะไรมากเลย
นอกจากโปรเจคเตอร์ จอ แล้วก็ DVD ของ
Jaton ราคาถูกคุณภาพเกินราคา |
ชั่วโมงนี้ ผมว่าลงทุนระดับแสนต้นได้โรงหนังดีๆ
เป็นของตัวเองไม่แพงแล้วครับ นอกจากจะได้อรรถรสของภาพยนตร์ ยังได้อารมณ์ร่วมในครอบครัว
แถมไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง หรือขับรถให้ปวดหลังอีก กลับจากที่ทำงานแวะเช่าหนังสักแผ่น
40 บาท แวะปั๊มทางผ่านซื้อข้าวโพดคั่วอีกถุงนึง 10 บาท น้ำอัดลมคงไม่ต้อง
เดี๋ยวอ้วน ฮิฮิ อาบน้ำอาบท่า สักทุ่มครึ่งหรือสองทุ่มก็เปิดโรง ดูได้ทั้งครอบครัว
สุขโขจะตาย
ถ้ายังไม่เห็นภาพ เรา เอวี มาสเตอร์ ยินดีให้ความกระจ่าง
ลองโทรมาคุยกันซิครับ
พนม พันธุรัตน์
panom1@gmail.com
30/1/2004
|